ห่างหายไปนานมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
วันนี้บังเอิญไปเจอะบทสัมภาษณ์ Linkin Park เกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ The Hunting Party
โดยนิตยสาร Revolver ใน Facebook มา
เลยเอามาแปลให้แฟนๆ ได้อ่านกัน
กว่าจะแปลเสร็จนี่แอบเหงื่อตกเบาๆ Foot in mouth
 
นานๆ ทีจะโผล่มา ขอเมาท์ก่อนแล้วกันนะ Cry
อัลบั้ม The Hunting Party เป็นอัลบั้มที่หวานชอบมาก
ชอบมากกว่า Living Things เยอะเลย แหะๆ
ตอนฟัง Rebellion นี่แทบกรี๊ด 5555
Final Masquerade นี่ตั้งแต่อินโทรขึ้นก็แบบแทบคราง
ทำเอาเพ้อในทวิตเตอร์อยู่หลายวัน
 
เอาละ เมาท์แค่นี้ก่อน เดี๋ยวคนที่หลงเข้ามาอ่านจะหนีไปซะก่อน
ขอให้สนุกกับบทสัมภาษณ์นะจ๊ะ Money mouth

 
 
 
ดูเหมือนว่าอัลบั้มใหม่  'The Hunting Party' นี้จะถ่ายทอดมาเป็นการแสดงสดได้ดีมาก 

BENNINGTON : อัลบั้มนี้เจ๋งตรงที่ผมรู้ว่าสำหรับพวกเราแล้ว เรามีหลายๆ ซิงเกิ้ลที่ทำออกมาได้ดี พวกเรารักเพลงทั้งหมดนั้นนะ มันเป็นเพลงที่เยี่ยมมากอย่าง Shadow of the Day, Irridescent และ Powerless แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วเนี่ยมันเหมือน (เชสเตอร์ทำเสียงปู้ดเหมือนลมออกจากลูกโป่ง) แล้วเราก็ต้องพยายามอย่างหนักที่จะเอาพลังกลับมาแล้วเล่นจบคอนเสิร์ต (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ หลังจากสองสามซิงเกิ้ลที่ผ่านมา พวกเราหันมาทำเพลงที่ทั้งสามารถเล่นสดได้สนุกและเป็นเพลงที่เจ๋ง ดังนั้นจาก Living Things มา The Hunting Party เนี้ย พวกเราเปลี่ยนมาทำอะไรสนุกๆ อย่างเมดเลย์แทน เราเอาเพลงมามิกซ์กัน แทนที่จะเล่นเต็มๆ เพลงใน 15 นาที เราก็มิกซ์หลายๆ เพลงไว้ใน 5 นาที เราสนุกกับเพลงของเราขึ้นเยอะในตอนนี้ เพราะ เรามีอะไรให้เล่นเยอะ
 
 
The Hunting Party กลับมาก้าวร้าวอีกครั้ง ทำไมถึงได้หันมาทำเพลงหนักๆ กีตาร์เด่นและเน้นท่อน Riff ขนาดนี้

SHINODA : ถ้าคุณได้ฟังเพลงที่ผ่านมาของเรา คุณจะเห็นว่ากีตาร์ไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก มีสองเหตุผลที่ทำให้เป็นอย่างนั้น อย่างแรกคือ ตอนนั้นผมเล่นกีตาร์เองทั้งหมดและสองแบรด (มือกีตาร์) ไม่ค่อยอยากเล่นเท่าไร เขาอยากทำอย่างอื่นมากกว่าและแต่งเพลงในแบบที่ต่างออกไป เขาเล่นกีตาร์นิดหน่อย แต่ไม่ใช่ส่วนหลักหรือเด่น ผมเลยเข้าไปหาเขาแล้วบอกว่า "เฮ้ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำนะ และมันมีล้านเหตุผลว่าทำไม" ผมรู้จักเขาตั้งแต่ 12-13 เขาใส่เสื้อยืดเมทัลลิกาไปไหนมาไหนตลอด ผมบอกว่า "นึกถึงตัวเองตอนอายุ 15 สิ และคิดว่าอะไรที่นายไม่ชอบในตอนนั้น อะไรที่นายจะไม่มีวันทำ ตัวนายในตอนนั้นจะชอบในสิ่งที่นายกำลังทำอยู่หรือเปล่า นายกำลังทำเพลงที่ทำให้เด็กคนนั้นอยากเล่นกีตาร์หรือแม้แต่อยากฟังเพลงของนายไหม" อัลบั้มของวงโปรดของผมเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ไม่มีทางซื้อให้ผมหรือยอมให้ผมฟัง และถ้าผมได้ยินพวกนักฟุตบอลหรือเชียร์ลีดเดอร์ฟังเพลงไหน ผมก็เลิกฟังวงนั้นทันที และถ้าเกิดวงพวกนั้นเริ่มเป็นที่นิยมมากเกินไป ผมก็เลิกฟังเหมือนกัน ตอนพวกเรายังเด็ก เรานิยามตัวเองจากเพลงที่พวกเราฟังและเสื้อผ้าที่พวกเราใส่ สิ่งที่เราแสดงให้โลกเห็นและบอกว่า "นี่แหละคือฉันล่ะ" แต่เมื่อมันกลายเป็นกระแสหลักหรือไหลไปตามกระแส เราก็อยากจะหันไปฟังพวกเพลงใต้ดินหรืออะไรใหม่ๆ แทน ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบนั้น แต่ผมรู้ว่าแบรดเป็น ผมก็เหมือนกัน ผมไม่มีวันฟังเพลงป๊อปแน่ๆ

BENNINGTON : ผมคงต้องฆ่าคนที่เปิดเพลงป๊อปขึ้นมาตอนที่ผมอยู่ด้วย

SHINODA : สมัยนั้นผมชอบฟังวง  Corrosion of Conformity, S.O.D.แล้วก็ M.O.D. 

BENNINGTON : วงแบบ the Refreshments หรือ the Rembrandts ทำให้ผมโมโหจนถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้ก็มีวงแบบนั้น มีเพลงที่ฟังเหมือนเพลงประกอบหนังเรื่อง Friends หรือ The Wizards of Waverly Place อยู่เต็มไปหมด

SHINODA : เดี๋ยวนี้เวลาผมฟังคลื่นวิทยุเพลงร็อค ผมรู้สึกเหมือนกำลังฟังอะไรที่อยู่ระหว่างโฆษณารถกับ Nick Jr มันโอเคมากจนสามารถนั่งฟังพร้อมกับพ่อแม่ได้ แล้วก็มีเพลงอินดี้ที่เหมือนการรวมกันระหว่าง M-83 กับ Phoenix ตั้งแต่เพลงแรกของ MGMT ออกมา ทุกคนก็พยายามทำเพลงแบบเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งวง MGMT เองคงพูดว่า "ช่างแม่ง เราไม่มีวันแตะมันอีกแน่" (หัวเราะ)
 
 
คุณทำให้แบรดหันมาสนับสนุนทิศทางใหม่ของอัลบั้มได้ยังไง เขาบอกเราว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากวง the Refused มากกว่าความเป็นแฟน Metallica ในตัวเขา

SHINODA : อัลบั้มนี้ไม่ใช่การนำสุนทรียภาพของความเป็นฮาร์ดร็อกกลับมา ผมไม่อยากได้เสียงกีตาร์หรือกลองแบบนั้น มันเป็นการเอาจิตวิญญาณของมันกลับมามากกว่า เป็นการค้นหาวงและดนตรี ค้นหาช่วงเวลาที่เรามีวงโปรด ช่วงเวลาที่เพลงเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อเรา ผมจำตอนที่อัลบั้มของ the Refused ออกมาได้ พวกเราตื่นเต้นกับอัลบั้มนั้นมาก! สำหรับผมและเดฟ อัลบั้ม Relationship of Command ของวง At the Drive-in เป็นอัลบั้มโปรดของพวกเรา เราคลั่งใคล้มันมาก
 
BENNINGTON : ตอนนั้นผมประทับใจมาก ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่
 
SHINODA : แต่อัลบั้มนั้นไม่ได้เป็นอัลบั้มโปรดของแบรด เราเลยต้องหาว่าเพลงแบบไหนที่ใช่และหาว่าอะไรที่ทำให้มันไม่ใช่
 
BENNINGTON : สำหรับผมแล้ว มันง่ายนะที่จะเขียนเพลงหนักๆ เพราะ ผมโตมากับเพลงแบบนั้น ผมไม่ใช่แฟนเพลงเมทัลตัวยง ผมไม่เคยชอบ Iron Maiden เลย ที่ผมพอจะฟังได้ก็ Metallica แต่นั่นเป็นเพราะ Metallica เป็นวงพังก์ตัวจริงที่สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้เยี่ยมยอด และไม่มีใครในวงเราชอบดนตรีแบบ country-metal แต่ผมรู้ว่าผมชอบอะไรในเพลงหนักๆ แบบที่ผมชอบ และถ้ามันฟังดูเหมือนเมทัล ผมก็จะรู้ว่าจะต้องใช้เสียงร้องแบบไหนเพื่อจะให้มันดิบขึ้น แปลกดีนะ ในอัลบั้มนี้ผมแทบไม่ได้ร้องเลย ยกเว้น Final Masquerade กับเพลง Until It's Gone เพลงที่เหลือ เหมือนผมตะโกนใส่คนมากกว่า สำหรับผมแล้ว มันเหมือนตะโกนแบบมีโน้ตกำกับมากกว่า แม้ว่ามันจะมีทำนองอยู่บ้างใน Wasteland ผมก็คิดว่ามันเหมือนตะโกนมากกว่าร้องเพลงอยู่ดี แต่เราก็ใส่จังหวะมากมายลงไป ทำนองนิดหน่อยแล้วก็ไดนามิก

 
นี่เป็นอัลบั้มแรกของ Linkin Park ที่ศิลปินอื่นได้รับเชิญมาร่วมด้วย รวมถึง Daron Malakian จากวง System of a Down, Tom Morello จาก Rage Against the Machine และ Page Hamilton จาก Helmet ทำไมถึงนำพวกเขาเข้ามา 

SHINODA : กว่าจะเกิดเป็นวงๆ หนึ่งขึ้นมานั้นใช้เวลานานกว่าและยากกว่าการเป็นแรพเปอร์หรือดีเจมาก เพราะ แค่มีคนๆ เดียวหรือสองคนก็ได้ แต่สำหรับวงดนตรีนั้น คุณต้องมีคนอย่างน้อย 3 หรือ 4 ตนที่แต่ละคนต้องเชี่ยวชาญในทักษะของตัวเอง คนที่เก่งในระดับหนึ่งและมีมุมมองเดียวกัน ต้องมีทั้งหมดนี้ถึงจะเป็นวงได้ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง วงคุณประสบความสำเร็จมากและคุณก็หวงแหนในฐานแฟนคลับและชื่อเสียงของตัวเองมาก วงร็อกทุกวงเป็นกันทั้งนั้น ถึงขนาดที่ว่าไม่ยอมทำงานกับวงอื่น ไม่ยอมทัวร์คอนเสิร์ตกับบางวง พวกเราก็เหมือนกัน! วันหนึ่งผมคิดขึ้นมาว่า "ถึงเวลาต้องหยุดละ คนอื่นๆ เขาไม่ทำกันแล้ว พวกเขาร่วมงานกับเด็กรุ่นใหม่กัน มันไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวศิลปินเอง แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อวงการดนตรีทั้งหมดด้วย" และนั่นเปิดประตูสู่ความคิดที่ว่าเราจะร่วมงานกับคนอื่น

 
พูดถึง All for Nothing ที่ได้ Page Hamilton มาร่วมงานให้เราฟังหน่อย
 
SHINODA : นั่นเป็นหนึ่งในเพลงที่ลงตัวมาก ผมร้องท่อนคอรัสด้วยตัวเอง วันต่อมาผมไปที่ห้องอัดและฟังดู ก็คิดเลยว่ามันฟังเหมือน Helmet เอาจริงๆ

BENNINGTON : นั่นเป็นสิ่งแรกที่ผมพูดตอนที่ผมได้ฟังคอรัสท่อนใหม่ เราแต่งคอรัสไว้ 2-3 แบบ แต่มันไม่ช่วยเสริมตัวเพลงเลย พอเขาเล่นทำนองคอรัสท่อนใหม่เท่านั้นแหละ ผมบอกเลยว่า "นั่นเจ๋งมากเพื่อน ส่วนที่เจ๋งที่สุดคือมันฟังดูไม่เหมือนนายด้วยซ้ำ มันเหมือน Helmet! "
 
SHINODA : ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ผมร้องแล้วเหมือนกับ Helmet (หัวเราะ)
 
BENNINGTON : ตอนนั้นพวกเราเลยคิดว่า "งั้นเราไปหาตัวการกันเลยดีไหม" คุณต้องให้เพลงบอกคุณว่ามันต้องการอะไร และผมคิดว่าเพลงนี้บอกเราว่าให้ตามหา Page 

 
นอกจากศิลปินรับเชิญแล้ว อัลบั้มนี้ยังเป็นอัลบั้มแรกที่พวกคุณโปรดิวซ์กันเองด้วย

BENNINGTON : ผมรู้มาตลอดว่าเราสามารถทำอัลบั้มดีๆ ออกมาด้วยตัวพวกเราเองได้ โดยไม่ต้องมีโปรดิวเซอร์ มันมีสายสัมพันธ์แบบพิเศษเกิดขึ้นระหว่างเราตอนพวกเราทำอัลบั้ม เราเชื่อฟังกันและกัน ผมหมายถึง ผมแต่งเพลงเยอะเหมือนกัน บางครั้งไมค์ก็จะบอกว่า "ชั้นชอบอันนั้น" หรือบอกว่า "ชั้นว่านั่นเจ๋งดี ลองทำต่อดูสักพักนะ" สามปีต่อมาผมก็แต่งเสร็จ เขาก็จะบอกว่า "นี่แหละใช่เลย!" ผมอาจต้องใช้เวลานานหน่อย แต่ผมรู้สึกดีเวลาได้ยินไมค์กับแบรดบอกว่า "ลองฟังนี่นะ! ลองฟังนี่นะ! ลองฟังนีนะ!" ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมสามารถทำได้ดีที่สุด
 
 
เหมือนการเล่นบาสเก็ตบอล เวลามีคนส่งลูกให้คุณชู้ต?

SHINODA : ผมชอบการเปรียบเทียบกับบาสเก็ตบอลนะ ไม่ว่าทีมไหนก็มีผู้เล่นที่ได้เครดิตในการชู้ต ในห้องอัดแบรดและผมเป็นคนที่คอยผลักดันอะไรๆ ทุกคนแต่งเพลงและทำเดโม พวกเราโหวตกันว่าอยากจะเอาเดโมไหนมาทำต่อ และพวกเขามักจะเลือกเดโมของผมเป็นส่วนใหญ่

BENNINGTON : ผมว่ามันสำคัญมากนะสำหรับนักดนตรีใหม่ๆ ที่จะเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องที่มักจะทำให้วงแตก ผมก็มีอีโก้แบบศิลปินที่ต้องการให้คนฟัง แต่ผมทำลายมัน เก็บมันไว้ในตู้เสื้อผ้าและหนีออกจากบ้าน (หัวเราะ) มันมีหลายวงที่แตกเพราะเรื่องแบบนี้ อย่าง Creedence Clearwater Revival พวกเราผ่านขั้นตอนเหล่านั้นมาโดยที่ต่างคนต่างเสียความรู้สึกในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มันใช้เวลานานแต่พวกเราก็ก้าวผ่านมันมาได้ แล้วพวกเราก็ลงเอยด้วยการเลือกเพลงของไมค์ (หัวเราะ) ในจุดนั้นผมแค่คิดว่า "ชั้นจะทำเพลงของเขาในเวอร์ชั่นที่เจ๋งที่สุดให้ได้"

SHINODA : ยังไงก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกเพลงของผมจะดีไปหมดนะ 
 
BENNINGTON : แค่ส่วนใหญ่ (หัวเราะ)
 
SHINODA : ผมทิ้งเพลงที่แต่งไปเยอะเหมือนกันนะ ถ้ามาคิดๆ ดู พวกเราทำอัลบั้มนี้กับ Page, Daron และ Tom ในแต่ละเพลง พวกเรานั่งคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับขั้นตอนของเขาและของพวกเรา พวกเรานั่งแต่งเพลงด้วยกัน แล้วถามกันว่าเป็นไงบ้าง แต่ละคนก็แตกต่างกัน ผมคิดว่าแฟนเพลงคงจะเซอร์ไพรส์ในความแตกต่างที่ออกมา แต่เราได้พูดคุยกับคนที่มาจากวงที่มีเคมีต่างกันหรือกับคนที่เอาแต่สะบัดหัว มันทำให้ผมประทับใจในตัวพวกเราที่เวลามีปัญหา เชื่อผมเถอะ มันมี ปัญหาเกิดขึ้นกับทุกวงตลอดนั่นล่ะ พวกเราสามารถมองหน้ากันและพูดว่า "นี่คือปัญหา มาช่วยกันแก้เถอะ" พวกเราชอบสิ่งที่พวกเราเป็นและไม่อยากให้แฟนๆ ผิดหวังในตัวเราไม่ว่าด้านไหน ถ้ามีอะไรที่ยังไม่ดีพอ ก็ทำให้มันดีขึ้น ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่าผมภูมิใจในตัวทุกคนมาก โดยเฉพาะผลงานของพวกเขาในอัลบั้มนี้
 
 
อ่านแล้วรัก Linkin Park มากขึ้นเหมือนที่หวานรู้สึกไหมคะ Cool

ขอบคุณต้นฉบับจาก Revolver Magazine ตามไปอ่านฉบับภาษาอังกฤษกันได้ที่นี่นะคะ
 
อัพเดท ! Linkin Park เพิ่งปล่อย MV Final Masquerade ผ่านทางช่อง MTV
เชิญรับชมได้เลยจ้า
 
ขอบคุณคลิปจาก Headbangkok.com

Comment

Comment:

Tweet

VampMazter - XIII View my profile